มุมมองจากแนวคิด “การเมืองโลกุตระ” ของ ดร.ใจเพชร กล้าจน
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เข้มข้นและการแข่งขันเพื่ออำนาจรัฐ พรรคการเมืองจำนวนมากเร่งส่งผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งเพื่อช่วงชิงเก้าอี้ในสภา แต่พรรคสัมมาธิปไตยกลับเลือกแนวทางที่แตกต่างออกไป ด้วยการไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ยกเว้นการส่งผู้สมัครเพียงหนึ่งเขตหนึ่งจังหวัด เพื่อรักษาสถานภาพทางกฎหมายของพรรคไว้เท่านั้น
ดร.ใจเพชร กล้าจน หรือที่ประชาชนรู้จักกันในนาม “หมอเขียว” หัวหน้าพรรคสัมมาธิปไตย ได้อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพราะพรรคขาดเจตจำนงทางการเมือง ตรงกันข้าม การตัดสินใจนี้เป็นผลจากการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบแนวคิดที่พรรคเรียกว่า “การเมืองโลกุตระ” ซึ่งเป็นการเมืองที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมจากรากเหง้า ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง อำนาจ หรือผลประโยชน์ทางโลก
จากคำอธิบายของ ดร. ใจเพชร เหตุผลสำคัญที่พรรคสัมมาธิปไตยยังไม่ส่งผู้สมัครจำนวนมากในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก คือ มวลชนและบุคลากรคุณภาพด้านการเมืองโลกุตระยังมีจำนวนไม่มากพอ
การเมืองในอุดมคติของพรรคสัมมาธิปไตย ไม่ได้ต้องการเพียงผู้บริหารที่มีตำแหน่ง แต่ต้องการ “คนดี มีปัญญา และเสียสละ” ที่สามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้จริง ทั้งในมิติรูปธรรมและนามธรรม ดร. ใจเพชร ชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบันจำนวนบุคลากรและมวลชนที่เข้าใจและดำรงชีวิตตามหลักโลกุตระอย่างมั่นคงนั้น ยังมีไม่มากพอ
หากพรรคเร่งเข้าสู่อำนาจรัฐในช่วงเวลาที่มวลคุณภาพยังมีน้อย ย่อมเปิดช่องให้ผู้ที่ยังอยู่ภายใต้อำนาจของความโลภ โกรธ หลง เข้ามาแฝงตัวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน บุคคลเหล่านี้อาจใช้ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของพรรคเป็นเครื่องมือในการทุจริตหรือกระทำการที่บ่อนทำลายประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งสุดท้ายไม่เพียงทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ แต่ยังทำลายอุดมการณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคเองด้วย
ดร. ใจเพชร ยกบทเรียนในอดีตของการเมืองไทยมาเป็นตัวอย่าง เพื่อย้ำเตือนว่า การมีเจตนาดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดระบบมวลชนและการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ประวัติศาสตร์ความผิดพลาดย่อมมีโอกาสซ้ำรอย พรรคสัมมาธิปไตยจึงเลือกที่จะ “กันคนชั่วออกไปตั้งแต่ต้น” ด้วยการไม่เปิดพื้นที่ผลประโยชน์ที่ล่อใจ ผ่านตำแหน่ง อำนาจ และงบประมาณรัฐ
ประเด็นที่สอง คือ การเมืองโลกุตระต้องการเวลาและการทำงานเชิงลึก
ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจรัฐในปัจจุบัน แนวทางการทำงานของพรรคสัมมาธิปไตยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการจัดการปลายเหตุแบบฉาบฉวย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ พลังงาน หรือการพัฒนาจิตใจ ล้วนต้องอาศัยการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกปฏิบัติ และการสร้างบุคลากรเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ การแพทย์วิถีธรรม หรือเศรษฐกิจบุญนิยม ยึดหลักของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ และมีน้ำใจ ล้วนต้องใช้เวลาในการอธิบาย ลงมือทำ และพาประชาชนเรียนรู้ด้วยตนเอง กระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถเร่งรัดได้ และไม่สอดคล้องกับภาระงานในรัฐสภาที่เต็มไปด้วยการประชุม การอนุมัติงบประมาณ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ดร. ใจเพชร เห็นว่า หากพรรคต้องทุ่มเวลาและพลังงานไปกับกลไกรัฐในขณะที่บุคลากรยังไม่พร้อม งานเชิงลึกที่เป็นหัวใจของการเมืองโลกุตระจะถูกละทิ้งในที่สุด และงานการเมืองก็จะถูกดึงกลับไปสู่การแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ซึ่งพรรคอื่นสามารถทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงและยั่งยืนได้
ด้วยเหตุนี้ พรรคสัมมาธิปไตยจึงเลือกทำงานนอกสภาอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก สานพลังกับประชาชนที่สนใจแก้ปัญหาชีวิตและสังคมที่ต้นเหตุ โดยไม่ยึดติดกับตำแหน่งหรืออำนาจทางการเมือง
บทสรุป
แม้แนวทางการเมืองโลกุตระของพรรคสัมมาธิปไตยจะเป็นเส้นทางที่ยาวไกล ต้องอาศัยเวลาในการสร้างมวลชนและบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง แต่พรรคไม่ได้มองว่านี่คืออุปสรรค หากแต่เป็นกระบวนการที่จำเป็นต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงและยั่งยืน
พรรคสัมมาธิปไตยจึงยังคงยืนหยัดทำงานอย่างเสียสละ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่นอกเวทีการเลือกตั้งในช่วงเวลานี้ก็ตาม เพราะสำหรับพรรคแล้ว การเมืองที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่จำนวนที่นั่งในสภา หากแต่วัดกันที่ความสามารถในการทำให้ผู้คนพึ่งตนเองได้ มีคุณธรรม และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในระยะยาว




















