การถกเถียงเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางการเมืองในสังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่อาจอาศัยเพียงความไม่พอใจในผลลัพธ์ทางการเมืองช่วงใดช่วงหนึ่ง หากแต่ควรตั้งอยู่บนการประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งต่อเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ และต่อปัญหาที่แท้จริงของประเทศ
การไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ในเวลานี้ จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปฏิเสธการพัฒนา แต่เป็นการตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลว่า ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เกิดจากตัวบทกฎหมายสูงสุดจริงหรือไม่
คุณค่าบางประการของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ไม่ควรถูกมองข้าม
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหลักการหลายประการที่สะท้อนความพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่สะสมมายาวนาน
ประการแรก คือการให้ความสำคัญกับกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างเข้มข้นมากขึ้น แม้กลไกเหล่านี้อาจทำให้กระบวนการทางการเมืองไม่รวดเร็วเท่าที่บางฝ่ายคาดหวัง แต่ก็มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้อำนาจโดยขาดความยั้งคิด และป้องกันไม่ให้ระบบการเมืองถูกครอบงำโดยเสียงข้างมากเพียงฝ่ายเดียว
ประการที่สอง คือการยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามกำหนดกรอบความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกฎหมาย แต่รวมถึงความคาดหวังทางศีลธรรมของสังคมต่อผู้มีอำนาจ
ประการที่สาม คือการเน้นสิทธิ เสรีภาพ ควบคู่กับหน้าที่ของพลเมือง ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายและความเห็นต่างสูง เสรีภาพถูกวางไว้ไม่ใช่ในฐานะสิทธิที่แยกขาดจากความรับผิดชอบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมโดยรวม
เมื่อปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่รัฐธรรมนูญ
แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกติกาสูงสุด แต่ประสบการณ์ทางการเมืองของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญหลายครั้งไม่ได้ทำให้ปัญหาหลักของประเทศหมดไปอย่างถาวร ความขัดแย้ง การทุจริต การใช้อำนาจในทางที่ถูกตั้งคำถาม ยังคงเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญที่แตกต่างกัน
ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ศีลธรรมและวัฒนธรรมของผู้คน โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง
เมื่อการเมืองถูกมองเป็นเครื่องมือเพื่อชัยชนะ มากกว่าการรับใช้ประโยชน์ส่วนรวม
เมื่อการหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนกติกาถูกมองเป็นความสามารถ มากกว่าความบกพร่อง
และเมื่อสังคมคุ้นชินกับการอธิบายความล้มเหลวด้วยการโทษกติกา มากกว่าการทบทวนพฤติกรรมของผู้ใช้กติกา
ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกออกแบบอย่างรอบคอบเพียงใด ก็ยากจะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกรอบ แต่สิ่งที่ทำให้กรอบนั้นมีความหมาย คือคุณธรรม ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ของผู้ที่อยู่ภายในกรอบนั้น
ทางออกที่ลึกกว่าการรื้อกติกา
ในบริบทเช่นนี้ การไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ในเวลานี้ อาจเป็นการชะลอเพื่อทบทวนว่า สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงในระดับใดก่อน ระหว่างการรื้อกติกาใหม่ทั้งระบบ กับการยกระดับวัฒนธรรมทางการเมืองให้สอดคล้องกับหลักการที่มีอยู่แล้ว
การปรับปรุงเฉพาะจุด การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และการสร้างบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่ชัดเจน อาจเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าในระยะยาว
การเมืองที่มีคุณธรรม คือคำตอบที่ยั่งยืนกว่า
ท้ายที่สุด ไม่ว่าประเทศจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด ปัญหาหลายอย่างจะยังคงอยู่ หากการเมืองยังขาดคุณธรรมเป็นฐานคิดร่วม การสร้าง “การเมืองที่มีคุณธรรม” จึงไม่ใช่ภาระของนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม
การเลือกผู้นำที่รับผิดชอบ
การไม่ยอมรับการใช้อำนาจโดยมิชอบ แม้จะเป็นฝ่ายที่ตนสนับสนุน
และการให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์มากกว่าความได้เปรียบระยะสั้น
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ปรากฏเป็นตัวบทในรัฐธรรมนูญฉบับใด แต่คือรากฐานที่แท้จริงของการเมืองที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าในระยะยาว





















