ในโลกอุดมคติ การเลือกตั้งควรเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้คัดสรรผู้แทนที่มีปัญญา มีคุณธรรม และมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ แต่ในความเป็นจริงของสังคมไทย การเลือกตั้งในแบบที่เป็นอยู่กลับห่างไกลจากอุดมคตินั้นอย่างมาก มันดูคล้ายการแข่งขันกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเงินทุน กลยุทธ์ทางอารมณ์ และการปลุกเร้าความรู้สึก มากกว่าการแข่งขันกันด้วยนโยบายที่รอบคอบและวิสัยทัศน์ระยะยาว
ปัญหาเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนไทย “ไม่พร้อม” สำหรับประชาธิปไตย หากแต่เกิดจากโครงสร้างการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองที่บ่มเพาะให้การเลือกตั้งกลายเป็นสนามประลองของอำนาจทุน อิทธิพล และความนิยมฉาบฉวย เมื่อการเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องของการเอาชนะ มากกว่าการแก้ปัญหา การเลือกตั้งจึงยากที่จะเป็นคำตอบ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตซับซ้อนทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และศีลธรรม
อย่างไรก็ตาม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบริบทของโลกปัจจุบัน การเลือกตั้งยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมทางการเมืองในสายตานานาอารยประเทศ ประเทศที่ไม่มีการเลือกตั้งมักถูกมองว่าไร้ความเป็นประชาธิปไตย และยากจะได้รับการยอมรับในเวทีโลก ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงยังจำเป็นต้องรักษาระบบการเลือกตั้งไว้ แม้เราจะตระหนักดีว่ามันไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ทั้งหมด หรือเป็นปัญหาเสียเองในบางช่วงเวลา
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะเลิกเลือกตั้งหรือไม่” แต่คือ “เราจะใช้ระบบที่มีข้อจำกัดนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงของอธิปไตย และจริยธรรมทางสังคม การใช้สิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นพื้นที่ระบายอารมณ์ หรือการแสดงความนิยมชมชอบส่วนตัว แต่ควรถูกยกระดับให้เป็นการตัดสินใจเชิงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ในยามปกติ การเลือกจากอุดมคติหรือความชอบส่วนตัวอาจไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงนัก แต่ในยามวิกฤต การตัดสินใจเช่นนั้นอาจหมายถึงต้นทุนที่สังคมทั้งสังคมต้องร่วมกันแบกรับ สิ่งที่ประชาชนพอจะทำได้ คือการประเมินทางเลือกอย่างรอบคอบที่สุดเท่าที่ข้อมูลและปัญญาจะเอื้ออำนวย ไม่ถามว่าใครถูกใจเรา แต่ถามว่าใครหรือทางเลือกใด จะสร้างความเสียหายน้อยที่สุด และเปิดพื้นที่ให้สังคมฟื้นตัวได้มากที่สุดในสถานการณ์เฉพาะหน้าของประเทศ ณ เวลานั้น
การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เช่นเดียวกัน มันอาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เราสามารถใช้เหตุผล ความระมัดระวัง และความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ภายใต้ข้อจำกัดของระบบที่เป็นอยู่ ไม่ใช่การเลือกเพราะศรัทธาว่าผู้ใดผู้หนึ่งจะมาแก้ปัญหาทุกอย่างแทนเราได้ ในเมื่อการเลือกตั้งยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ประชาชนพอจะทำได้คือการใช้สิทธิ์ของตนอย่างมีสติ ใช้ปัญญาพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ให้รอบด้านที่สุด ไม่หลงไปกับวาทกรรมง่าย ๆ หรืออารมณ์ชั่ววูบ แล้วตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในบริบทของเวลานั้นจริง ๆ
เราไม่ควรทอดทิ้งสิทธิ์ของตน และไม่ปล่อยให้การตัดสินใจของประเทศตกอยู่ในมือของอำนาจที่เราไม่อาจควบคุมได้เลย
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการไม่ตั้งความหวังผิด ๆ ว่า การเลือกตั้งหรือการเลือกของเราจะสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้โดยลำพัง เมื่อได้ใช้สิทธิ์ของตนอย่างดีที่สุดแล้ว เราจำเป็นต้องรู้จักปล่อยวาง ปล่อยให้การเมืองในระบบดำเนินไปตามเจตจำนงของเสียงส่วนใหญ่ ไม่ยึดติด ไม่โกรธแค้น และไม่ฝากความหวังทั้งหมดของชีวิตและสังคมไว้กับผลการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว
หากมองในระยะยาว การเลือกตั้งไม่ควรถูกยกให้เป็นหัวใจเพียงหนึ่งเดียวของการเมืองที่ดี แต่การเมืองที่มีคุณธรรมและวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนต่างหาก ที่เป็นเสาหลักซึ่งยั่งยืนกว่า การสร้างคนให้มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความรับผิดชอบ มีเหตุผล และมีเมตตาต่อสังคม คือภารกิจทางการเมืองที่สำคัญยิ่งกว่า และไม่ควรหยุดลงเพียงเพราะผลการเลือกตั้งแพ้หรือชนะ
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะออกมาอย่างไร งานการเมืองที่แท้จริงยังคงต้องดำเนินต่อไป นั่นคือการทำงานกับผู้คน ในชีวิตประจำวัน ในชุมชน ในสื่อ และในความคิด เพื่อค่อย ๆ สร้างคนดีให้กับสังคม จนกว่าจะมีคนดี มีปัญญา และมีความกล้าหาญทางศีลธรรมมากพอ ที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื้อรังของประเทศได้อย่างแท้จริง






















